ลุ้นขึ้นท็อปโฟร์ ! เจาะ 5 ประเด็นก่อนเกม ลิเวอร์พูล เยือน เบิร์นลี่ย์

เข้าสู่ช่วง 2 เกมสุดท้ายของฤดูกาลนี้แล้ว และเป็นช่วงที่แฟนบอล “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลต้องลุ้นกันจนสายตัวแทบขาดว่าพวกเขาจะได้โควต้าไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้าหรือไม่

เกมเยือน เบิร์นลี่ย์ หลายคนอาจจะมองว่าไม่ใช่เกมหนักสำหรับ ลิเวอร์พูล แต่อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ในแมตช์ปะทะ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน พวกเขาก็ต้องอาศัยการโหม่ของ อลิสซง เบ็คเกอร์ นายทวารชาวบราซิเลียน ถึงได้ 3 แต้มที่แสนล้ำค่า

แมตช์นี้ต้องบอกว่ามีความหมายกับ ลิเวอร์พูล มากๆ เพราะพวกเขาต้องการชัยชนะเท่านั้นเพื่อต่อยอดไปอยู่การคว้าท็อปโฟร์ แต่หากไม่สามารถกลับบ้านด้วยการมีสามแต้มเต็มได้ งานนี้เหล่า “เดอะ ค็อป” ต้องเตรียมนอนดึกดูบอลคืนวันพฤหัสบดี ซึ่งคงไม่ชินเพราะไม่ได้เจอกับสถานการณ์แบบนี้มานานหลายปี !!!

เกมเยือน เบิร์นลี่ย์ หลายคนอาจจะมองว่าไม่ใช่เกมหนักสำหรับ ลิเวอร์พูล แต่อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ในแมตช์ปะทะ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน พวกเขาก็ต้องอาศัยการโหม่ของ อลิสซง เบ็คเกอร์ นายทวารชาวบราซิเลียน ถึงได้ 3 แต้มที่แสนล้ำค่า

แมตช์นี้ต้องบอกว่ามีความหมายกับ ลิเวอร์พูล มากๆ เพราะพวกเขาต้องการชัยชนะเท่านั้นเพื่อต่อยอดไปอยู่การคว้าท็อปโฟร์ แต่หากไม่สามารถกลับบ้านด้วยการมีสามแต้มเต็มได้ งานนี้เหล่า “เดอะ ค็อป” ต้องเตรียมนอนดึกดูบอลคืนวันพฤหัสบดี ซึ่งคงไม่ชินเพราะไม่ได้เจอกับสถานการณ์แบบนี้มานานหลายปี !!!

1. คล็อปป์วางใจ “น้องแนต”- “หนูรีส” คู่เซนเตอร์แบ็ก
โอซาน คาบัค ยังคงไม่สามารถลงสนามในเกมนี้ได้อีกแมตช์ และแน่นอนว่าตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก คล็อปป์ คงไว้วางใจให้ นาธาเนียล ฟิลลิปส์ กับ รีส วิลเลี่ยมส์ ยืนทำหน้าที่ต่อไป หลังทั้งคู่ทำผลงานให้ประจักษ์สายตามาแล้วในเกมเฉือน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน และบุกทุบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ไม่ว่าใช่ ฟิลลิปส์ กับ วิลเลี่ยมส์ จะโชว์ฟอร์มโดดเด่นเป็นสง่าจนทำให้ คล็อปป์ วางใจให้ยืนเป็นหอคอยคู่สู้แนวรุก เบิร์นลี่ย์ เพราะในเกมพบ “เดอะ แบ็กกี้ส์” ทั้งคู่ก็มีจังหวะพลาดหลายครั้ง โดยเฉพาะจังหวะเสียประตู แต่เดชะบุญด้วยคุณภาพของ เวสต์บรอม ทำให้ “หงส์แดง” ไม่เสียประตูมากไปกว่านี้

 

หงส์แดง

 

อย่างไรก็ตามการใช้งาน สองดาวรุ่งแนวรับ ก็ถือเป็นความกล้าของ คล็อปป์ เนื่องจากมันทำให้เขาสามารถนำ ฟาบินโญ่ กลับมายืนในตำแหน่งประจำที่ตัวเองถนัดอีกครั้ง และส่งผลดีต่อ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ที่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญแข้งเลือดสแปนิช แสดงให้เห็นอย่างโดดเด่นในการเล่นเกมรุก และช่วยเกมรับด้วย

กระนั้น คล็อปป์ อย่าได้ประมาทเกมรุกของ เบิร์นลี่ย์ หากจำกันได้นี่คือสโมสรที่เปิดซิงความพ่ายแพ้ให้ “เดอะ เร้ดส์” ในรอบเกือบ 3 ปีเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมนี้ ฉะนั้นหากทั้งสองคนเล่นหละหลวมเหมือนเกมพบ เวสต์บรอม ก็มีสิทธิ์ที่จะโดนลูบคมก็ได้

 

2. ความแม่นยำ และเฉียบคมในการเข้าทำ
อีกหนึ่งสิ่งที่ คล็อปป์ ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษก็คือเกมรุกที่ต้องมีความเฉียบคมมากกว่านี้ โดยเรื่องนี้เป็นปัญหามาตลอดตั้งแต่เข้าสู่ปีฉลู เพราะเกมบุกของ “หงส์แดง” ยังคงอันตรายแต่เมื่อเข้าไปอยู่ในพื้นที่สุดท้าย กลับยิงทิ้งยิงขว้างอย่างน่าเสียดาย

ในแมตช์ที่ทุบ แมนฯ ยูไนเต็ด และเกมเฉือน เวสต์บรอม เกมบุกของ “เดอะ เร้ดส์” ยังคงอันตรายเหมือนเดิม แต่เมื่อถึงจังหวะที่ต้องปิดบัญชี กลายเป็นว่านักเตะแต่ละคนดันลืมเอาความคมพบติดตัวมาด้วย

 

คล็อปป์

 

โดยเฉพาะเกมทางริมเส้นทั้งจาก เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ซึ่งทั้งสองคนช่วยกันเติมเกมได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อถึงจังหวะต้องเปิดบอลเข้าไปในเขตโทษ กลายเป็นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

สำหรับสามประสาน คล็อปป์ คงต้องใช้ ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ต่อไป เนื่องจาก ดีโอโก้ โชต้า ยังมีปัญหาบาดเจ็บ และงานนี้ กุนซือชาวเยอรมัน คงต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษเรื่องการจบสกอร์ โดยเฉพาะ มาเน่ ต้องมีความเฉียบคมมากกว่านี้

อย่างไรก็ตามเรื่องที่น่าจะเป็นจุดเด่นของ ลิเวอร์พูล ในช่วงนี้ก็คือการเล่นลูกฟรีคิก และเตะมุม เพราะ “เทรนต์” ค่อนข้างจะเปิดบอลได้แม่นยำมาก และช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่นนี้ เขาแสดงให้เห็นถึงการเป็นจอมเปิดลูกตั้งเตะที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

 

3. โชคดีไม่มีโป๊ป
นักเตะที่ต้องบอกว่าอันตรายที่สุดของ ลิเวอร์พูล ก็คือ นิค โป๊ป นายทวรจอมหนึบ เพราะเกมที่พวกเขาบุกชนะ ลิเวอร์พูล ช่วงต้นปีนี้ โกลชาวอังกฤษ มีส่วนสำคัญอย่างมากเพราะโชว์ซูเปอร์เซฟหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม โป๊ป ไม่สามารถที่จะลงสนามในแมตช์นี้ได้เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บหัวเข่า ซึ่งแน่นอนว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะการขาดหายไปของ นายด่านทีมชาติอังกฤษ ทำให้ เบิร์นลี่ย์ ลดความอันตรายลงไปเยอะ

 

โป๊ป

 

ถึงไม่มี โป๊ป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าบ้านจะไม่น่ากลัว เพราะสิ่งที่แผงแบ็กโฟร์ของ “หงส์แดง” ต้องระมัดระวังให้ดีนั่นก็คือ คริส วู้ด หัวหอกคนสำคัญที่ซัดได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แถมตะบันในเกมลีกเกินด 10 ลูกเป็นซีซั่นที่ 4 ติดต่อกัน (12 ประตูในฤดูกาลนี้)

ส่วนอีกรายที่ต้องจับตาให้ดีๆ ก็คือ ดไวท์ แม็คนีล กองกลางดาวรุ่งที่โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าเหลือเชื่อในซีซั่นนี้ แม้ว่าจะยิงประตูไม่ได้เยอะ แต่เรื่องการสร้างสรรค์เกม และสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม ถือว่านักเตะวัย 21 ปีรายนี้อันตรายเหลือเกิน ฉะนั้นหากแดนกลางของ ลิเวอร์พูล ประมาทอาจเจอทีเด็ดของเขาก็ได้

 

4. ซาลาห์กับเส้นทางดาวซัลโวสูงสุด
การลุ้นรางวัลรองเท้าทองคำ หรือ “โกลเด้น บูท” ในซีซั่นนี้มีความเข้มข้นมากๆ โดย แฮร์รี่ เคน กับ ซาลาห์ ยืนหนึ่งคู่กันเมื่อตะบันไปแล้ว 22 ประตู ฉะนั้น “บังโม” จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบฟอร์มเพื่อโอกาสที่จะได้รางวัลส่วนตัวนี้ไปประดับตู้โชว์ที่บ้าน

อาจจะไม่ใช่การอวยกันเกินไปแต่คู่แข่งที่ ลิเวอร์พูล ต้องพบใน 2 เกมสุดท้ายก็คือ เบิร์นลี่ย์ กับ คริสตัล พาเลซ หากมองตามหน้าเสื่อแล้ว “หงส์แดง” เป็นทีมที่เหนือกว่า และมีโอกาสยิงประตู แต่หาก ซาลาห์ ดันฟอร์มหลุดก็ถือว่าช่วยไม่ได้จริงๆ

 

ซาลาห์

 

ฉะนั้น ยอดแข้งจากแดนมัมมี่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสมาธิกับการเล่น และแน่นอนว่าเกมเยือนเบิร์นลี่ย์ สาวก “เดอะ ค็อป” คงต้องทำใจที่จะเห็น ซาลาห์ โชว์ความ “เห็นแก่ตัว” ในการตะบี้ตะบันยิงประตู มากกว่าส่งให้เพื่อนร่วมทีม

ในกรณีนี้ มาเน่ กับ ฟีร์มีโน่ น่าจะพอเข้าใจได้ เพราะอย่างน้อยๆ การส่งให้ ซาลาห์ ได้ลุ้นรางวัลส่วนตัวแบบนี้ ก็ถือเป็นขวัญกำลังใจ และยังเป็นแรงกระตุ้นให้ “บังโม” ต้องการอยู่ค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์ ต่อไป

อย่าลืมว่าตอนนี้แม้ ซาลาห์ อาจจะมีแนวคิดที่จะยิงประตูมากเกินไปก็ตาม แต่หากทำให้ทีมคว้าชัยชนะได้ มันย่อมทำให้ ลิเวอร์พูล เข้าใกล้เป้าหมายในการทำอันดับขึ้นไปติดท็อปโฟร์ ดีกว่ามัวแต่คิดจะ “ส่งบอล” เหมือน “บ็อบบี้” สุดท้ายทีมเสียโอกาสยิงประตูไปอย่างน่าเสียดาย

5. โอกาสทองขึ้นท็อปโฟร์
ตอนนี้ ลิเวอร์พูล คงมีแรงกระตุ้นสุดๆ เพราะการที่ เลสเตอร์ ซิตี้ ออกไปโดน เชลซี สอยถึงถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยสกอร์ 1-2 นั่นหมายความว่าหาก “หงส์แดง” บุกชนะ เบิร์นลี่ย์ จะทำให้พวกเขามี 66 คะแนนเท่ากับ แชมป์เอฟเอ คัพ ซีซั่นนี้

หากสถานการณ์เป็นแบบนั้น แน่นอนว่าต้องมาดูผลต่างประตูได้เสีย ซึ่งหาก “เดอะ เร้ดส์” ชนะ พวกเขาย่อมมีประตูได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ “จิ้งจอกสยาม” ที่แพ้ในเกมล่าสุดทำให้ผลต่างประตูได้เสียลดลงไปเรียบร้อย

 

ท็อปโฟร์

 

ฉะนั้น ณ ตอนนี้สิ่งที่ คล็อปป์ จำเป็นต้องทำก็คือการกระตุ้นลูกทีมให้ลงสนามด้วยความฮึกเหิม เพราะโอกาสในการลุ้นโควต้าไปเล่นโทรฟี่ “บิ๊กเอียร์” อยู่ในกำมือของพวกเขาแล้ว เพียงแค่ชนะก็จะเคลียร์ เลสเตอร์ หล่นไปอยู่อันดับ 5 ทันที

อย่าลืมว่าในแมตช์สุดท้ายของซีซั่น “เดอะ ฟ็อกซ์” ต้องเจอกับงานหนักเลยทีเดียว เพราะพวกเขาต้องรับมือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในขณะที่ ลิเวอร์พูล เปิดรังแอนฟิลด์พบ คริสตัล พาเลซ

ลองคิดดูก็แล้วกันว่าเหตุการณ์ดราม่าเหมือนกับฤดูกาลที่ผ่านมา ที่ เลสเตอร์ ต้องพลาดตั๋วไปลุย แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมสุดท้าย จะกลับมาหลอกหลอนพวกเขาอีกหรือเปล่า !!??

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *